URL : https://youtu.be/XZW8khERwQs?si=mzZhW7A8hppMKZJD
วันเข้าพรรษาคือวันอะไร
วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่งที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนด 3 เดือนตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
การเข้าพรรษาเป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์จะมีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสวดมนต์ เจริญสมาธิ และศึกษาพระปริยัติธรรม นอกจากนี้ยังมีโอกาสเผยแพร่ธรรมะแก่ประชาชนอีกด้วย วันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ซึ่งพุทธศาสนิกชนไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีทำบุญในวันนี้มาช้านานตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ประวัติความเป็นมา
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ พอถึงฤดูฝนพระภิกษุส่วนใหญ่ก็อยู่ประจำที่เช่นเดียวกับนักบวชนอกพุทธศาสนาที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล แต่ในตอนต้นพุทธกาลยังไม่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษา ทำให้พระภิกษุกลุ่มฉัพพัคคีย์พาบริวารจาริกไปตามที่ต่างๆ จนไปเหยียบข้าวกล้าในนาของชาวบ้านเสียหาย เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงทรงประชุมสงฆ์และบัญญัติให้พระภิกษุอยู่จำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือนในฤดูฝน
เหตุผลของการจำพรรษาคือ เพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกซึ่งจะยากลำบากในฤดูฝน ป้องกันความเสียหายจากการเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้าน และเป็นโอกาสสำคัญที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่รวมกันเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์
ในช่วงเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนไทยถือเป็นโอกาสบำเพ็ญกุศลด้วยการเข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา และมีการถวายเทียนเข้าพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนแก่พระสงฆ์ ในอดีตชายไทยที่อายุครบบวชนิยมอุปสมบทเพื่ออยู่จำพรรษาตลอด 3 เดือน เรียกว่า “บวชเอาพรรษา”
สัตตาหกรณียกิจ: เหตุจำเป็นที่ออกนอกที่จำพรรษาได้
ในกรณีมีกิจจำเป็น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุไปค้างคืนที่อื่นได้คราวละไม่เกิน 7 วัน โดยไม่ถือว่าอาบัติ เรียกว่า “สัตตาหกรณียกิจ” ซึ่งมี 4 ประการ ได้แก่
- ไปเพื่อพยาบาลเพื่อนสหธรรมิกทั้ง 5 หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
- ไปเพื่อยับยั้งเพื่อนสหธรรมิกที่อยากสึก มิให้สึกได้
- ไปเพื่อกิจของสงฆ์ เช่น หาอุปกรณ์ซ่อมกุฏิ วิหารที่ชำรุด
- ไปเพื่อฉลองศรัทธาทายกที่ส่งตัวแทนมานิมนต์ไปร่วมบำเพ็ญบุญ
นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นสำหรับพระภิกษุที่ประสบเหตุ เช่น ถูกสัตว์ร้ายหรืองูรบกวน ถูกโจรปล้นหรือทำร้าย ถูกภูตผีรบกวน ที่พำนักถูกไฟไหม้หรือน้ำท่วม หรือชาวบ้านผู้อุปถัมภ์ย้ายถิ่นฐาน กรณีเหล่านี้พระภิกษุสามารถหลีกไปที่อื่นได้โดยไม่อาบัติ แต่ถือว่าขาดพรรษา
สองประเพณีสำคัญในวันเข้าพรรษา
ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน
มีเรื่องเล่าว่าในสมัยพุทธกาล นางวิสาขามหาอุบาสิกาต้องการนิมนต์พระภิกษุไปฉันภัตตาหารที่บ้าน จึงให้หญิงรับใช้ไปนิมนต์ที่พระวิหารเชตวัน แต่นางไปเห็นพระภิกษุกำลังอาบน้ำฝนโดยไม่นุ่งห่ม จึงกลับมารายงานด้วยความเข้าใจผิดว่าไม่พบพระ นางวิสาขาทราบด้วยปัญญาว่าคงเป็นพระกำลังอาบน้ำฝน จึงทูลขอพรถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุและภิกษุณีเป็นประจำ จึงเกิดเป็นประเพณีสืบมาจนทุกวันนี้ โดยเชื่อว่าผู้ถวายผ้าอาบน้ำฝนจะได้รับอานิสงส์ให้มีผิวพรรณผ่องใส ปราศจากโรคภัย
ประเพณีแห่เทียนพรรษา
เกิดจากความจำเป็นในสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ พระภิกษุที่อยู่รวมกันเพื่อสวดมนต์และศึกษาพระปริยัติธรรมจำเป็นต้องใช้แสงสว่างจากเทียน ชาวบ้านจึงร่วมกันนำเทียนมาถวาย ในช่วงแรกเป็นเทียนเล็กๆ ก่อนพัฒนาเป็นการมัดรวมเทียนเป็นต้นคล้ายต้นกล้วยหรือลำไม้ไผ่ เรียกว่า “ต้นเทียนพรรษา” และวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนเป็นเทียนพรรษาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยชาวพุทธถวายเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย และปรารถนาให้ตนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดดุจแสงเทียน
การเข้าพรรษาของพระสงฆ์ 2 ประเภท
ปุริมพรรษา คือการเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังออกพรรษาแล้วพระที่จำพรรษาครบ 3 เดือนมีสิทธิรับกฐินภายในหนึ่งเดือนถัดมา
ปัจฉิมพรรษา คือการเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีพระภิกษุเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัยจนกลับมาเข้าพรรษาแรกไม่ทัน ต้องรอเข้าพรรษาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 พระที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสรับกฐิน แต่ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษา
ในประเทศไทย พระภิกษุส่วนใหญ่จำพรรษาในช่วงปุริมพรรษามากกว่า ยกเว้นผู้อาพาธหรือมีกิจจำเป็นจึงจะเข้าปัจฉิมพรรษาแทน
ความสำคัญและประโยชน์ของการเข้าพรรษา
- ช่วยไม่ให้พันธุ์พืชหรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยเสียหายจากการเดินธุดงค์ในช่วงฤดูทำนา
- เป็นช่วงพักผ่อนของพระภิกษุหลังจาริกเผยแผ่ศาสนามาตลอด 8-9 เดือน
- เป็นเวลาประพฤติปฏิบัติธรรมและศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเต็มที่
- เป็นโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กุลบุตรผู้มีอายุครบบวช
- เป็นโอกาสให้พุทธศาสนิกชนบำเพ็ญกุศลพิเศษ เช่น ทำบุญตักบาตร หล่อเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล และฟังธรรม
อานิสงส์แห่งการจำพรรษา
เมื่อพระภิกษุจำพรรษาครบ 3 เดือนและปวารณาแล้ว จะได้รับอานิสงส์ 5 ประการตลอด 1 เดือนนับแต่วันออกพรรษา ได้แก่ เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องบอกลา เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องถือไตรจีวรครบสำรับ ฉันคณะโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ เก็บอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา และจีวรที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้นเป็นของตน อีกทั้งยังได้โอกาสกราลกฐินและได้รับอานิสงส์เพิ่มอีก 4 เดือนในฤดูหนาว
กิจกรรมที่นิยมทำในวันเข้าพรรษา
- ทำบุญตักบาตร
- ถวายเทียนพรรษา
- ถวายผ้าอาบน้ำฝน
- ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม
- ฟังธรรมเทศนา
- เวียนเทียนรอบพระอุโบสถ
- รักษาศีล 5
- งดเว้นอบายมุข
- เจริญภาวนา
วันเข้าพรรษาเป็นช่วงเวลาแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมอันดีงามของชาวพุทธ เป็นวันแห่งการชำระจิตชำระใจ และกระชับความผูกพันกับพระพุทธศาสนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยยังถือเอาวันนี้เป็นวันเริ่มต้นสำรวจพฤติกรรมตนเอง และตั้งจิตอธิษฐานลด ละ เลิกสิ่งไม่ดี เช่น เลิกเหล้า อดบุหรี่ ตลอดช่วงเทศกาลเข้าพรรษา 3 เดือน
แหล่งที่มา: sanook.com